อนุสัญญาสตอกโฮล์มคืออะไร? (เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง)

อนุสัญญา

อนุสัญญาสตอกโฮล์มคืออะไร

อนุสัญญาสตอกโฮล์ม คืออนุสัญญาว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants: POPs) โดยเป็นกลุ่มสารเคมีอันตรายที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมนุษย์ในระยะยาว แม้จะมีการใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม แต่ผลกระทบจากการสะสมและแพร่กระจายของสารเหล่านี้ทำให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความจำเป็นในการควบคุมอย่างจริงจัง

อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants) เป็นกลไกระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยตรง โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจาก POPs ซึ่งรวมถึงการห้ามหรือจำกัดการผลิต การใช้ การนำเข้า และการส่งออกสารเคมีอันตรายกลุ่มนี้                                                                                                                                 

มีการลงนามครั้งแรกที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2544 โดยมีประเทศที่ให้สัตยาบันทั้งสิ้น 184 ประเทศ โดยประเทศไทยได้ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 และให้สัตยาบันในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2548

ความเป็นมาและบริบทของอนุสัญญาสตอกโฮล์ม

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 โลกได้ตระหนักถึงอันตรายของสารเคมีที่สามารถคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานาน สารเหล่านี้มีคุณสมบัติทนทานต่อการย่อยสลายทางชีวภาพ สามารถแพร่กระจายไปไกลจากแหล่งกำเนิด สะสมในห่วงโซ่อาหาร และก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงทั้งต่อมนุษย์และสัตว์ป่า โดยเฉพาะสารจำพวก ดีดีที (DDT), ไดออกซิน, ฟิวแรน และ พีซีบี (PCBs) ซึ่งเป็นสารที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตรและอุตสาหกรรม                                                                                                     

หลังจากการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Earth Summit) ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ปี ค.ศ. 1992 ประชาคมโลกได้แสดงความห่วงใยต่อปัญหา POPs จนนำไปสู่การจัดทำอนุสัญญาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเจรจาระหว่างประเทศสมาชิกในช่วงปี ค.ศ. 1998-2000 และลงนามในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2004

สาระสำคัญของอนุสัญญาสตอกโฮล์ม

อนุสัญญาสตอกโฮล์ม มุ่งเน้นการควบคุมสาร POPs ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. การยกเลิกหรือจำกัดการผลิตและใช้ POPs

    • รายชื่อสารเคมีที่ต้องถูกยกเลิกหรือจำกัดอยู่ในภาคผนวก A (ห้ามใช้), B (จำกัดใช้), และ C (ควบคุมการปล่อย)
    • ตัวอย่างเช่น DDT อยู่ในภาคผนวก B เพื่ออนุญาตให้ใช้เฉพาะเพื่อควบคุมยุงพาหะของโรคมาลาเรียเท่านั้น
  2. การลดการปลดปล่อย POPs จากแหล่งที่ไม่ตั้งใจ

    • เช่น ไดออกซินและฟิวแรนที่ปลดปล่อยจากการเผาขยะหรือการผลิตโลหะ
  3. การจัดการของเสียที่มี POPs อย่างปลอดภัย

    • ต้องมีมาตรการแยกกัก เก็บ และกำจัดของเสียอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน
  4. การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและการถ่ายทอดความรู้

    • อนุสัญญาสนับสนุนการพัฒนาทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา

โครงสร้างของอนุสัญญา

อนุสัญญาสตอกโฮล์มมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ประกอบด้วย

  1. การประชุมภาคี (Conference of the Parties: COP): เป็นหน่วยงานสูงสุดที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รวมถึงการเพิ่มรายชื่อสาร POPs ใหม่
  2. คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ทบทวน POPs (POPRC): ทำหน้าที่ประเมินข้อมูลวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารเคมีที่เสนอให้เพิ่มในรายชื่อ
  3. สำนักเลขาธิการ (Secretariat): สนับสนุนด้านเอกสารและการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก

รายชื่อสาร POPs ในอนุสัญญา

เมื่ออนุสัญญาเริ่มต้นในปี ค.ศ. 2004 มีสาร POPs ที่ควบคุมทั้งหมด 12 รายการ เรียกว่า “The Dirty Dozen” ได้แก่

  1. อัลดริน (Aldrin)
  2. คลอร์เดน (Chlordane)
  3. ไดออกซิน (Dioxins)
  4. ดีดีที (DDT)
  5. เอ็นดริน (Endrin)
  6. เฮปตะคลอร์ (Heptachlor)
  7. เฮกซะคลอโรเบนซีน (Hexachlorobenzene)
  8. ไมเรกซ์ (Mirex)
  9. พีซีบี (PCBs)
  10. ฟิวแรน (Furans)
  11. ท็อกซาเฟน (Toxaphene)
  12. โพลีคลอริเนตเต็ดไบฟีนิลส์ (Polychlorinated biphenyls)

ต่อมา COP ได้เพิ่มรายชื่อสารเพิ่มเติม เช่น เพอร์ฟลูออโรออคเทนซัลโฟเนต (PFOS), เบนโทฟลูออไรด์ และบรอมิเนตเฟลมรีทาร์แดนท์ (BFRs) เป็นต้น

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ POPs

POPs เป็นสารที่สามารถสะสมในเนื้อเยื่อไขมันของสิ่งมีชีวิตและมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนย้ายจากเขตร้อนสู่น่านน้ำแถบอาร์กติก ส่งผลให้แม้แต่พื้นที่ห่างไกลก็สามารถพบสารเหล่านี้ได้                              

ผลกระทบต่อมนุษย์และสัตว์ ได้แก่

  1. เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง
  2. ส่งผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ (hormonal disruption)
  3. มีความผิดปกติในการพัฒนาของทารก
  4. การลดลงของประชากรสัตว์ป่า เช่น นกนักล่า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทะเล

การดำเนินการของประเทศไทย

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาสตอกโฮล์มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2548 และมีความพยายามในการดำเนินการตามพันธกรณีผ่านมาตรการต่าง ๆ ดังนี้:

  1. จัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ : (National Implementation Plan: NIP)
    ซึ่งเน้นการควบคุม POPs ที่ยังพบการใช้งาน การสำรวจแหล่งปนเปื้อน และการกำจัดของเสีย
  2. การออกกฎหมายควบคุม POPs : เช่น พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และการปรับปรุงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
  3. การรณรงค์ให้ความรู้กับสาธารณชน : เพื่อส่งเสริมการลดใช้สารเคมีอันตราย และสนับสนุนทางเลือกที่ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังประสบความท้าทายในการควบคุม POPs ที่เป็นของเสียในชุมชนและจากกิจกรรมอุตสาหกรรม เช่น การเผาขยะกลางแจ้ง และการกำจัดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มี PCBs

สรุป

อนุสัญญาสตอกโฮล์มเป็นกลไกระดับโลกที่มีความสำคัญต่อการควบคุมสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในประเทศอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การจัดการของเสียอันตรายและสารเคมีตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants – POPs) กลายเป็นประเด็นระดับโลก องค์กรที่มีวิสัยทัศน์จึงต้องมองไกลไปถึงการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน การนำบริการที่มีมาตรฐานมากขึ้นมาใช้คือก้าวสำคัญ

รับกำจัดน้ำมัน

ทำไมต้องเลือกบริษัท เอส เอส ซี ออยล์ จำกัด?

  • เราเชี่ยวชาญด้านการ จัดเก็บ-ขนย้าย-รีไซเคิลน้ำมันใช้แล้วทุกชนิด รวมถึงน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันไฮดรอลิค น้ำมันเตา และน้ำมันปนเปื้อนน้ำ/ปนเปื้อนสารเคมี ทั้งหมดดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

  • เรารับ ของเสียอันตรายจากเรือเดินสมุทร ตามมาตรฐานระหว่างประเทศ พร้อมระบบขนส่งที่ได้มาตรฐานและการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • ด้วยความคิด “องค์กรสีเขียว” และ “ธุรกิจที่ยั่งยืน” เรามุ่งมั่นช่วยให้คุณลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เสริมภาพลักษณ์ และตอบโจทย์กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่นอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ที่เน้นการลดสารเคมีอันตรายตกค้างในสิ่งแวดล้อม

  • บริการพร้อม 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการจัดการของเสียจะไม่สะดุดและเป็นไปอย่างมืออาชีพ

ก้าวสู่ความเป็นองค์กรแห่งอนาคต ด้วยการจัดการของเสียและน้ำมันใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ บริษัท เอส เอส ซี ออยล์ จำกัด เป็นพันธมิตรของคุณ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และสอดคล้องกับแนวทางสากลของอนุสัญญาระหว่างประเทศ