เจองูต้องทำอย่างไร? คู่มือรับมือสัตว์มีพิษที่อันตรายที่สุดในไทย

งู และ สัตว์มีพิษ

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น ซึ่งถือเป็น “สวรรค์” ของความหลากหลายทางชีวภาพ แต่นั่นก็หมายความรวมถึงการเป็นบ้านหลังใหญ่ของบรรดาสัตว์มีพิษนานาชนิด ตั้งแต่พงหญ้าหลังบ้านไปจนถึงป่าลึก การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อย่างเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความกลัว แต่คือทักษะการเอาตัวรอดที่สำคัญ

หนึ่งในสัตว์มีพิษที่เรารู้จักเป็นอันดับแรกๆคือ “งู”  งู เป็นสัตว์มีพิษที่สร้างความกังวลให้คนไทยมากที่สุด ข้อมูลจากสถานเสาวภาสภากาชาดไทยระบุว่างูพิษที่สำคัญในบ้านเราสามารถแบ่งตามลักษณะพิษได้ 3 กลุ่มหลัก

กลุ่มที่ 1 กลุ่มพิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin)

พิษกลุ่มนี้จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระแสประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หนังตาตก กลืนลำบาก และที่อันตรายที่สุดคือ การหยุดหายใจ

งูจงอาง งูกินงูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มักขู่ฟ่อและชูคอสูง

– งูเห่า สังเกตได้จากการแผ่แม่เบี้ยและลายดอกจันที่หลังคอ

– งูสามเหลี่ยม มักออกหากินตอนกลางคืน ลายคาดขาว-ดำ หรือ เหลือง-ดำ ดูสวยงามแต่แฝงไปด้วยอันตราย

กลุ่มที่ 2 กลุ่มพิษต่อระบบโลหิต (Hematotoxin)

พิษจะทำให้เลือดไม่แข็งตัว เกิดเลือดออกตามไรฟัน ผิวหนังมีรอยเขียวช้ำ และอาจทำให้ไตวาย

– งูแมวเซา รูปร่างอ้วนสั้น ลายแต้มวงกลมสีน้ำตาลทั่วตัว มักขู่เสียงดังคล้ายลมยางรั่ว

– งูกะปะ ราชาแห่งการพรางตัวตามใบไม้แห้ง หัวเป็นรูปสามเหลี่ยมชัดเจน

– งูเขียวหางไหม้ มักอยู่ตามต้นไม้ มีสีเขียวกลมกลืนกับใบไม้ แต่ปลายหางสีน้ำตาลแดง

กลุ่มที่ 3 กลุ่มพิษต่อกล้ามเนื้อ (Myotoxin)

พบมากใน งูทะเล พิษจะทำลายเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ปวดเมื่อยตามตัวอย่างรุนแรงและปัสสาวะมีสีเข้มเนื่องจากกล้ามเนื้อสลายตัว

เมื่อเผชิญหน้ากับงูควรจัดการอย่างไร?

“งูกลัวคน พอๆ กับที่คนกลัวงู” นี่คือความจริงพื้นฐาน หากเจองูในบ้านหรือที่สาธารณะ ควรปฏิบัติดังนี้

  1. ตั้งสติและรักษาระยะห่าง อย่าพยายามไล่หรือตีงูด้วยตัวเอง เพราะงูส่วนใหญ่จะฉกเมื่อรู้สึกถูกต้อนจนมุม ระยะปลอดภัยคืออย่างน้อย 2 เมตร
  2. เฝ้าสังเกต หากอยู่ในบ้าน ให้คอยดูว่ามันเลื้อยไปหลบที่ไหน เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ถูกต้อง
  3. เรียกผู้เชี่ยวชาญ โทร 199 (กู้ภัย) หรือ 1669 อย่าพยายามจับงูด้วยมือเปล่าหรืออุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมเด็ดขาด

        นอกจากงูแล้ว ประเทศไทยยังมีสัตว์ตัวเล็กๆ ที่พิษไม่ธรรมดา เช่น

ตะขาบและแมงป่อง พิษมักไม่ถึงแก่ชีวิตในผู้ใหญ่ที่แข็งแรง แต่จะก่อให้เกิดความปวดปวดแสบปวดร้อนรุนแรงและอาการบวม

แมงมุมมีพิษ แม้จะพบไม่บ่อย แต่ แมงมุมสันโดษสีน้ำตาล หรือ แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล เริ่มมีรายงานการพบในไทย พิษของมันอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกกัดตาย

ผึ้ง  โดยทั่วไป ผึ้งจะต่อยเมื่อรู้สึกถูกคุกคามหรือรังของพวกมันถูกรบกวนเหล็กในของผึ้งงานจะหลุดติดอยู่กับผิวหนังของผู้ที่ถูกต่อย ซึ่งทำให้ผึ้งตายหลังการต่อยเพียงไม่นานพิษผึ้งทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง และคันบริเวณที่ถูกต่อย

การปฐมพยาบาล เมื่อถูกงูกัด

สิ่งที่ “ห้าม” ทำเด็ดขาด

  1. ห้ามใช้ปากดูดพิษ เชื้อโรคในปากอาจทำแผลติดเชื้อ และผู้ดูดอาจได้รับพิษเองหากมีแผลในปาก
  2. การรัดแน่นเกินไปจะทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยงจนต้องตัดแขนหรือขา และเมื่อคลายออก พิษจะวิ่งเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว
  3. ห้ามกรีดแผลหรือใช้ไฟลน นอกจากไม่ช่วยเอาพิษออกแล้ว ยังทำให้แผลอักเสบรุนแรง

 สิ่งที่ “ควร” ทำ

  1. ปลอบใจผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งๆ ที่สุดเพื่อชะลอการไหลเวียนของเลือด
  2. ล้างแผล ใช้สะอาดล้างเบาๆ
  3. ดามส่วนที่ถูกกัด ใช้ไม้หรือกระดาษแข็งดามแขนหรือขาที่ถูกกัดให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุด (คล้ายการเข้าเฝือก) และพยายามให้แผลอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ
  4. ถ่ายภาพงู (ถ้าทำได้) หรือจำลักษณะเด่นเพื่อบอกแพทย์ แต่ห้ามเสียเวลาไล่จับงูจนมาโรงพยาบาลช้า